October 22, 2017, 04:46:29 pm

You are here: TYPE 2 SHOP « Type2 - - Talk « TYPE2 T3 (ทรานสปอร์ตเตอร์) « DIY on T3 « DIY มาทำเครื่องเสียงกัน แบบ101
Pages: 1 [2] 3 4 5   Go Down
  Print  
Author Topic: DIY มาทำเครื่องเสียงกัน แบบ101  (Read 24470 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #20 on: March 23, 2011, 07:42:09 pm »

ต่อกัน ต่อกัน  Grin

2. ภาคแหล่งกำเนิดสัญญาณภาพ
ที่แยกออกมา เพราะมีสาเหตุครับ

แหล่งกำเนิดสัญญาณภาพ หลักๆ คงจะเป็น Analog RCA ซึ่งเรามักจะใช้แจ๊กสีเหลืองเป็นตัวแทนของสัญญาณภาพเสมอ
ไหนๆ ก็พูดถึงสาย RCA ขอกล่าวสักหน่อย

visitors can't see pics , please register or login


สาย RCA
สิ่งที่แตกต่าง จนมีผลต่อคุณภาพสัญญาณจริงๆ ได้แก่
1. การชิลด์ Shield

visitors can't see pics , please register or login
สายที่ขายในร้านคอมพ์ ส่วนใหญ่เป็นแบบไม่ได้ชิลด์ ทำให้ราคาถูก ซึ่งจะอยู่ที่ 80-100+ ต่อสามเมตร
การชิลด์จะช่วยลดสัญญาณรบกวนไปได้มากที่สุด ดังนั้นผมสรุปให้เลยว่า สาย RCA ที่ซื้อมาจากร้านคอมพ์ถูกๆ อย่าเอามาใช้กับรถ
ไม่ได้ว่ามันไม่ดี แต่มันไม่เหมาะเอามาใช้ในรถ ใช้ในบ้านน่ะไม่เป็นไรหรอก
อัพเกรดขึ้นมาสักหน่อย ก็จะได้แบบที่ชิลด์มา ราคาประมาณ 2-3 ร้อยบาท ต่อสาม-ห้าเมตร
ส่วนใหญ่ใช้วิธีดูเอาจากแพกเกจ ก็จะระบุว่า hi-en และมีแบรนด์ เช่น tomahawk (ถ้าจำไม่ผิดจะ made in malaysia) ยี่ห้อ monster cable ก็ดี หรือแม้แต่ยี่ห้อที่เป็น OEM ของเครื่องเสียงรถยนต์ชื่อดังๆ ก็มีเช่นของ Boswick ราคาที่มียี่ห้อดังก็จะอัพอีกริด คือราวๆ 5ร้อย
สำหรับผม tomahawk ก็พอแล้ว

2. connector
ธรรมดาก็ธรรมดา แต่อัพเกรดมาก็จะเป็นแจ๊กชุบทองเค ไม่ใช่ว่าจะสวยกว่า แต่ทองคำมีคุณสมบัตินำไฟฟ้าได้ดีกว่าเงินเสียอีก
ตรงนี้ขอบอกว่า ใช้มาเยอะ แต่ยังไม่เคยแยกออกความแตกต่างเลยสักที เอาเป็นว่าแล้วแต่รสนิยมและกำลังล่ะกัน

3. core
ซึ่งก็คือ แกนทองแดงที่อยู่ภายใน ยิ่งเป็นฝอยละเอียด ยิ่งดี ยิ่งแพง
สายที่เป็นฝอยละเอียด จะไม่แข็งแรง ขาดในได้ง่าย จึงต้องระวังในการเดินสาย
ข้อนี้เอาไปใช้ในการเลือกสายลำโพงด้วย เดี๋ยวอธิบายเพิ่มในหัวข้อลำโพง

visitors can't see pics , please register or login
นี่เรียกว่าสาย multi-core

visitors can't see pics , please register or login
ขั้วหุ้มทองเค และสายเป็นหุ้มฉนวนถัก
« Last Edit: March 23, 2011, 07:50:02 pm by Hanniboon » Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #21 on: March 23, 2011, 07:57:15 pm »

ประเด็นในการเลือกสาย RCA ก็คือ เลือกความยาวให้เหมาะสมมากที่สุด

สายยาว นอกจากจะแพงกว่า สายมันจะเหลือ และสิ่งที่มักจะทำอย่างเลี่ยงไม่ได้เวลาสายเหลือก็คือ ม้วนมันเอาไว้

การม้วนสาย จะทำให้การแทรกของสัญญาณรบกวนมีมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

เพื่อหลีกเลี่ยง ต้องเลือกสายให้ความยาวพอดีมากที่สุด แต่ต้องไม่สั้นเกินไป การต่อสายก็เป็นการทำให้สัญญาณรบกวนมากขึ้นด้วย

หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ม้วนให้เป็นวงโตๆ เข้าไว้

มีเรื่องเกี่ยวกับการเดินสายสัญญาณด้วย เดี๋ยวเตลิดไปไกล ขอกลับมาก่อน
Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #22 on: March 23, 2011, 08:06:25 pm »

สัญญาณภาพ ผมก็กล่าวไว้ในส่วนของสัญญาณเสียงไว้แล้วค่อนข้างมาก

ประเด็นสำหรับเรื่องนี้ก็คือ การวางแผนเครื่องเล่น ว่าจะมีอะไรบ้าง

เราไม่อาจคาดหวังว่า จะมีจอสำหรับทุกสิ่งได้ อย่างที่บอก การที่หน้ารถเต็มไปด้วยหน้าจอสารพัด นอกจากล่อโจรแล้ว ยังรกและเปลืองที่

ส่วนการที่จะคอยสลับ ถอด-เสียบ แจ๊กไปมา คิดได้ทำได้ แต่ไม่ practical ครับ ยุ่งยากเกินไปจนขี้เกียจจะทำ

หลักง่ายๆ ในการออกแบบเครื่องเสียงรถยนต์ ให้คิดเสมอว่า คนใช้ "โคตรจะขี้เกียจ"
ไม่งั้น ระบบเปลี่ยนเกียร์ เล่นเพลง ที่พวงมาลัย คงไม่มี
สิ่งที่สำคัญกว่าความขี้เกียจคือ ความปลอดภัยในการขับขี่

การที่ไม่ต้องละสายตาจากถนน การที่เข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆได้ง่ายรวดเร็ว จะทำให้เรามีสมาธิกับการขับขี่มาก
คงเห็นในหนังละครบ่อยๆ โทรศัพท์เข้า มือหาที่ลดเสียงเพลงไม่เจอ ชน
หรือ มัวแต่ก้มหาแผ่นเพลงมาเปลี่ยน เงยขึ้นมา ชน
Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #23 on: March 23, 2011, 08:29:20 pm »

เวลาออกแบบ จึงควรวางแผนให้เรียบร้อย และเผื่ออนาคต
เช่น
1. จะมีกล้องมองหลัง หรือไม่
2. จะมี GPS หรือไม่
3. ต้องเป็นจอสัมผัส หรือไม่
4. ต้องมีช่อง aux อื่นสำรองหรือไม่ เช่น ดาวเทียม หรือ การต่อกล้อง camcoder เอาไว้อวดเพื่อนๆ ในสิ่งที่เราไปถ่ายทำมา
5. อีนนี้คงต้องพูดถึง ก็คือ TV

TV
ที่ต้องเล่า เพราะเคยมีมาแล้ว แล้วก็เลิกใช้ไป
แต่ละจังหวัด จะมีคลื่นของแต่ละช่อง แตกต่างกัน

หมายถึงว่า ดูทีวีช่องนึง พอขับผ่านไปอีกจังหวัด ก็จะต้องหาคลื่นใหม่(ซึ่งไม่รู้ว่าคลื่นใด และการสแกนก็กินเวลาหลายนาที)
และการจะรับทีวี จะต้องมีเสาทีวี ซึ่งมักจะเป็นแบบ active หมายถึงว่าจะต้องมีการจ่ายไฟให้กับเสาเพื่อเอาไปขยายสัญญาณ
เสาพวกนี้ก็เหมือนเสาหนวดกุ้ง ภาพจะไหวตลอดเวลา
ข้อดีนิดนึงของเสานี้คือ เอาไว้รับ FM ได้ ดีกว่าเสาสไลด์

สัญญาณทีวี ก็คือ FM นี่แหละครับ มีระยะกระจายสัญญาณจำกัดเหมือนๆกัน
ปรกติเราฟัง FM ที่คลื่น 88-108 MHz
คลื่นทีวีจะอยู่ที่ 200 MHz ขึ้นไป (จำตัวเลขจริงๆไม่ได้)

บอกตรงๆว่า เวลาผมจะดูทีวี ก็คงเป็นตอนขับยาวๆ ซึ่งก็คือขับผ่านหลายจังหวัด ถ้าต้องมาสแกนหาทุก 30-60 นาที มันห่วยมากครับ

แต่มันก็มีข้อดีครับ ก็คือ ดูได้แม้ว่าตึกจะมาบังสัญญาณ (อย่างน้อยๆ ก็ได้ยินล่ะฟระ)
« Last Edit: March 23, 2011, 08:30:51 pm by Hanniboon » Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #24 on: March 23, 2011, 08:44:16 pm »

3. ภาค interface
เช่น มีรีโมตหรือไม่ เปิด/ปิด ง่ายหรือไม่ เพิ่ม/ลดเสียง อย่างไร ยากมั๊ย ไวมั๊ย
การเข้าถึง เช่นการเปลี่ยนแผ่นซีดี การเปลี่ยนแผ่นเมมโมรี่ ทำได้ง่ายมั๊ย
การ browse หาเพลงที่จะเล่น ทำได้ง่ายมั๊ย

ถ้าชอบ Sony มีของเล่นอยู่ครับ
visitors can't see pics , please register or login
เอามาแปะไว้ที่คอพวงมาลัยได้เลย ต่อเข้ากับ front ของ sony รุ่นใหม่ๆ ได้เกือบหมด (มีสายนะครับ อยู่ที่นิ้วก้อย)
Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #25 on: March 23, 2011, 09:11:52 pm »

4. ภาคสนับสนุน-ปรับปรุงสัญญาณเสียง
พูดง่ายๆ ก็ ปรี (pre-amp) น่ะแหละ

ทำไมต้องมีปรีแอมป์
เอา analog ก่อนนะ
ก็สืบเนื่องมาจาก แอมป์ และ ลำโพง

อธิบายโดยการยกตัวอย่างล่ะกัน
สมมติเรามีลำโพงสองทางอยู่หนึ่งคู่ (ลำโพงสองทางคืออะไร เอาไว้อธิบายเรื่องลำโพง แต่อธิบายตรงนี้ว่าเป็นลำโพงขนาดพอดีๆ ที่มีลำโพงเสียงแหลมอยู่ข้างในในตัวเดียวกัน)

visitors can't see pics , please register or login
ลำโพงสองทาง

แล้วเราก็ติดแอมป์อีกลูก เพื่อเอาไปขับซัพวูเฟอร์

เอาแค่นี้ก็แจ่มแล้ว ถ้าเราไม่มีปรี เราก็ปรับจาก front (ที่สนับสนุนการปรับเสียงแหลม/เบส ได้)
แอมป์แต่ละตัว จะมี pre ในตัวอยู่แล้วอีกด้วย ก็ไปปรับตรงนั้นอีกที
ทีนี้เสียงที่ได้ก็จะ "แจ่ม" ในระดับหนึ่ง

ข่าวร้าย เพลงแต่ละเพลง มีโทนที่ปรับมาจากห้องอัด ไม่เท่ากัน

เพลงบางเพลง อาจจะทำให้ลำโพงสองทางเสียงแตก (ต้องปรับปรีเพื่อลดเบสที่ไปที่ลำโพงสองทาง แล้วชดเชยด้วยการเพิ่มระดับที่สัญญาณไปที่ซับ)
บางเพลง ซับอาจจะกระแทกชวนอาเจียร (ต้องลดระดับ "ความถี่" ของซับ)
บางเพลง อัดมาแบบคาราโอเกะ ก็คือซ้ายมีเสียงร้อง ขวามีแต่ดนตรี
เพลงบางเพลง ต้องการให้เพิ่มเสียงที่ไปออกลำโพงหลังอีกเล็กน้อย มิฉนั้นคนข้างหลังจะไม่ได้ยินเสียงร้องเลย

การมีปรี จะช่วยให้การปรับพวกนี้ง่ายและรวดเร็ว มากกว่าการเข้าเมนูของ front ที่ไม่รู้อยู่ลึกขนาดไหน แล้วพอปรับไปแล้วอาจต้องปรับกลับมาที่เดิมภายหลัง

ประเภทปรี
1. แบบวอลุ่ม อีควอไลเซอร์
visitors can't see pics , please register or login
ในรูป เรียกว่าแบบ 7 แบนด์
จากรูป ปุ่มซ้ายปรับความดัง(วอลุ่ม) ต่อมา น่าจะเป็นปรับบาลานซ์(อาจจะเป็น หน้า/หลัง หรือ ซ้าย/ขวา) ต่อมาคือปุ่มเล็กๆ เอาไว้เลือก input ก็คือสลับระหว่าง input ปรกติ กับ input เสริม( aux - เช่นเครื่องเล่น walkman หรือ cd-changer)
อีก 7 ปุ่มถัดมา คือ Band Eualizer เอาไว้ปรับเลเว่ลของความถี่ในช่วงต่างๆ

พูดถึง equalizer เราอาจคุ้นเคยกับแบบที่สองมากกว่า
2. แบบ กราฟฟิค อีควอไลเซอร์
visitors can't see pics , please register or login
ในรูปนี้ 10 แบนด์
« Last Edit: March 23, 2011, 09:54:47 pm by Hanniboon » Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #26 on: March 23, 2011, 09:26:40 pm »

หลักการ เหมือนกันทุกอย่าง
แบบกราฟฟิค เข้าใจง่ายดี จำง่ายว่าเพลงแบบไหน ต้องปรับให้เป็นโค้งอย่างไร
ข้อเสียคือ เนื่องจากความสูงของปรีมีน้อย การเลื่อนของแบนด์ก็น้อยตาม การปรับละเอียดจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก

แบบวอลุ่ม
ปรับง่่าย หมุนได้กว้าง ปรับได้ละเอียด
ข้อเสีย ต้องอาศัยเวลาเรียนรู้สักพัก แต่ถ้าใช้เป็นจะติดใจ  Grin

ถ้าถามผมว่า จำเป็นหรือไม่ ผมขอตอบว่า 50/50 มันขึ้นกับ "จำเป็น" ของแต่ละคน
ใช้งานจริงๆ ผมใช้แค่ 3 ปุ่มเอง คือ master volume และแบนด์แรก กับแบนด์สุดท้าย

ของผมมีตัวคุม "ความถี่ซับ" และ "วอลุ่มซับ" ด้วย ( Boswick 7ch) ซึ่งใช้บ่อยๆ เอาไว้คุมซับโดยเฉพาะ
visitors can't see pics , please register or login
« Last Edit: March 23, 2011, 09:33:21 pm by Hanniboon » Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #27 on: March 23, 2011, 09:41:47 pm »

ศัพท์อีกคำ ในวงการเครื่องเสียงก็คือ SNR หรือ S/R
SNR หรือ Signal to Noise Ratio ก็คือเอาค่า "กำลังสัญญาณ" ของ สัญญาณที่เราสนใจ มาหารด้วย สัญญาณที่เป็น noise
ปรกติ จะมีหน่วยเป็น dB(เดซิเบล) ยังไม่ต้องสนใจว่า dB หมายความว่าอะไร (ปรกติจะเข้าใจว่าเป็นระดับความดังของเสียง แต่จริงๆแล้วมันเป็นหน่วยวัด ก็เหมือนเมตร เหมือนกิโล น่ะแหละ) แม้แต่วิศวกร น้อยคนที่เข้าใจจริงๆว่าเดซิเบลคืออะไร ผมก็เข้าใจคร่าวๆ คืนครูไปหมดแล้ว

visitors can't see pics , please register or login
จากรูปสเป็กของปรีตัวนี้ ค่า SNR ยิ่งเยอะ ยิ่งดี (ตัวหารน้อย ก็คือค่ามาก ตัวหารก็คือค่าของ noise )
SNR 120 นี่ก็ถือว่าดีพอสมควรครับ ของถูกๆ ก็อยู่ที่ 80-100 แต่ถ้าของเทพๆ เคยเห็นที่ 200 มั๊ง(เห็นกันไม่บ่อย)

อีกค่าคือ BOOST/CUT
เอาไว้บอกว่า ปรีตัวนี้ช่วยลด/เพิ่ม ความดังเสียงก่อนไปเข้าแอมป์ได้มากหรือน้อย
ก็ไม่จำเป็นนัก แต่ถ้ามองในแง่ของคุณภาพเสียงแล้ว ถือว่าสำคัญ

ปรกติ SNR ของปรี จะมีมากกว่าแอมป์ หรือแม้แต่ front
ดังนั้น ถ้ามีโอกาสที่จะทำการ "ขยายเสียง"ได้ ทำที่ปรีจะดีที่สุด เพราะทำแล้วสัญญาณรบกวน(แบบที่ดัง ซ่าๆๆๆๆๆ) จะน้อยที่สุด

หลักการปรับวอลุ่มปรี จะปรับดังนี้
front(70-90%)  Pre(10-90%) Amp(50-60%)

แต่ถ้าไม่ซีเรียส อันไหนปรับง่ายก็ปรับไปเถอะ
« Last Edit: March 23, 2011, 09:57:45 pm by Hanniboon » Logged
Jr. Member
**
Like Point: 4
Offline Offline
Posts: 288
WWW
« Reply #28 on: March 31, 2011, 12:21:39 am »

เยี่ยมมากพ่อเลี้ยง รออ่านต่อเด๋อ......
Logged

t y p e 2 s h o p : พื้นที่สำหรับคนรักโฟล์คตู้....เปิดรับเพื่อนพ้องน้องพี่ ทุกๆคน

Type2Trip 2011 : พบกัน 15 พค. นี้
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #29 on: March 31, 2011, 10:06:09 am »

นึกว่าจะไม่มีคนเข้ามาอ่าน เดี๋ยวว่างจะมาต่อ  Cool
Logged
Jr. Member
**
Like Point: 4
Offline Offline
Posts: 288
WWW
« Reply #30 on: March 31, 2011, 10:32:51 am »

อ่านสิครับ พ่อเลี้ยง รถผมยังไม่มีเลยยยยย
Logged

t y p e 2 s h o p : พื้นที่สำหรับคนรักโฟล์คตู้....เปิดรับเพื่อนพ้องน้องพี่ ทุกๆคน

Type2Trip 2011 : พบกัน 15 พค. นี้
Full Member
***
Like Point: 17
Offline Offline
Posts: 117
« Reply #31 on: March 31, 2011, 12:45:24 pm »

แจ่มครับ ได้ข้อมูลอีกเพียบ Grin Grin
Logged

ความดีเหมือนกางเกงใน
ควรมีไว้แต่ไม่ต้องเอามาโชว์
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #32 on: April 01, 2011, 09:34:12 am »

พอดีไปเจอรีโมต สำหรับติดพวงมาลัยมาเพิ่มอีกสองตัว เอามาลงไว้ก่อนเดี๋ยวมาว่ากันต่อ

visitors can't see pics , please register or login
ตัวนี้เป็นอินฟาเรด เวลารัดกับพวงมาลัยต้องเอาไว้ข้างเดียวกันกับฟร๊อนท์
ข้อเสียคือ ถ้าเลี้ยวหรือพวงมาลัยอยู่ในตำแหน่งอื่น ก็จะยิงรีโมตไปไม่โดน

visitors can't see pics , please register or loginvisitors can't see pics , please register or login
น่าจะเป็นอินฟราเรดเหมือนกัน แต่ดูดีขึ้น สามารถถอดออกจากพวงมาลัยได้รวดเร็ว

สนนราคา ก็พันกลางๆ พันนิดหน่อย
Logged
Newbie
*
Like Point: 6
Offline Offline
Posts: 39
« Reply #33 on: April 03, 2011, 11:21:28 pm »

กระทู้ดีๆ บวกให้นะคร๊าบบบ
Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #34 on: April 10, 2011, 07:36:07 pm »

ว่างๆ มาทำเนื้อหาต่อกัน ทิ้งไว้นานจะลืม

5. ภาคการขยายสัญญาณเสียง
ย้ำกันอีกครั้ง ถ้าคุณเลือก solution แบบใช้ front ตัวเดียว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องติดตั้งแอมป์
เหตุผล ฟร๊อนท์สมัยนี้ มีกำลังสูงพอสมควรอยู่แล้ว เช่น 40Watt x4ch + 60WattSub หาซื้อได้ไม่ยากเลย

แต่ถ้าชอบ "คุณภาพเสียง" ก็ต้องคบกับปรีแอมป์ ก็ต้องไปคบกับแอมป์ด้วย รวมแล้วก็เกินหมื่น ยังไม่รวมลำโพงเลย

ขึ้นอยู่กับโจทย์ และ ทรัพย์ที่มีน่ะ

เอาหล่ะ มาว่ากันเรื่องเทคนิกของแอมป์

ในภาษาวิศวกรรมไฟฟ้าอิเลคโทรนิค เราแบ่งแอมป์ ออกเป็น Class ได้แก่ Class AB , Class A , Class B , และ class D

ไม่ขอลงลึก เบาะๆ ข้อดี ข้อเสีย ดังนี้
1. Class A มีค่ากำลังขยายต่ำที่สุด แต่ข้อดีคือ เสียงดีที่สุด คลาสนี้ กำลังขยายที่เห็นในตลาดอยู่ที่ 100 วัตต เท่านั้น อ่อ แพงด้วย(ถ้าเอาวัตตมาเทียบกัน)

« Last Edit: April 10, 2011, 07:58:01 pm by Hanniboon » Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #35 on: April 10, 2011, 07:52:42 pm »

2. Class AB เป็นคลาสที่นิยมเอามาทำเครื่องเสียงรถยนต์มากที่สุด ราคาถูก ทำวัตต์สูงๆ ได้ ไม่ร้อนเท่าคลาสเอ แต่เสียงด้อยกว่าคลาสเอนิดนึง(นิดเดียวจริงๆ) พวก build-in ในฟร๊อนท์ก็เป็น AB ทั้งนั้น

3. Class D เป็นคลาสที่เอามาขับซับเท่านั้น เพราะซับเน้นที่กำลัง ไม่ใช่รายละเอียดมากนัก ที่สำคัญคลาสนี้ให้วัตต์สูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีแอมป์น้องใหม่ ราคามหาโหด อีกแบบ ก็คือ แอมป์ที่มี optic หรือใช้กับสายออพติกนั่นเอง ซึ่งจะเรียกว่าระบบ SPDIF (มาจาก Sony Philips Digital Interface )

อันที่จริง ถ้าจะพูดให้ชัดๆ ก็คือ SPDIF เป็นชื่อ protocal การส่งข้อมูลแบบดิจิตัล เท่านั้น ไม่ได้หมายความจำกัดว่าเป็น optic อย่างเดียว ดังนั้น SPDIF ทีส่งสัญญาณผ่านสายทองแดง coax ก็ได้เช่นกัน

visitors can't see pics , please register or login
สังเกตุช่อง optic

ลองมองจากหลัง pc ของคุณเองก็ได้ ถ้าเป็นรุ่นที่สนับสนุน 5.1 ขึ้นไป มักจะมีช่อง SPDIF มาให้ ก็เอาไปต่อเข้ากับแอมป์บ้านที่เซ็ตไว้แล้วได้เลย




visitors can't see pics , please register or login
อันนี้สาย coax ที่เราคุ้นเคย มันก็สายเดียวกับสายสัญญาณทีวีที่มาจากหลังคานั่นแหละ (แต่มาตรฐานฉนวนจะต่างกัน)
« Last Edit: April 10, 2011, 09:04:31 pm by Hanniboon » Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #36 on: April 10, 2011, 08:14:34 pm »

ทำไมต้อง optic

ก็เพราะเราต้องการจะใช้การถอดรหัส ( THX or Dollby) นั่นเอง
เพราะปรกติแล้ว เครื่องเล่นที่ถอดรหัสได้ จะต้องใช้สาย RCA จำนวนมาก(ตามจำนวนลำโพงที่จะใช้แยก) ทำให้ไม่สะดวก แล้วยังมีการรบกวนในสาย RCA สูง
ถ้าใช้สาย optic แล้ว สายที่จะเดินจากแหล่งกำเนิดไปยังแอมป์ เหลือแค่สายออพติก เส้นเดียว

แต่ที่สำคัญที่สุด สัญญาณแทรก ไม่มีเลย!!!! ทำ SNR ได้มากถึง 120!!!

หลักการทำงาน เล่าง่ายๆ ว่า มันจะส่งสัญญาณออพติก ที่จะไปบอกตัวถอดรหัส(ที่อยู่ในแอมป์) จะบอกว่า ลำโพงตัวไหน(ย้ำว่า แต่ละตัวแยกอิสระ) ต้องมีเสียงอะไรออกมา ที่ความดังเท่าไหร่ เราก็จะได้ยินเสียงในหนังสมจริงราวกับนั่งโรงหนังกันเลย

อ่อ แต่ต้องเปิดจากแผ่น blue-ray หรือ dvd ที่บันทึกเสียงแบบ dollby มานะจ๊ะ พวก vcd หรือ mp-3 ไม่ได้ประโยชน์จากจุดนี้

ดังนั้น ถ้า 99.99% ของคุณคือ mp3 mp4 ก็ไม่ต้องเวอร์ไปใช้ digital amp หรอก
« Last Edit: April 10, 2011, 09:08:55 pm by Hanniboon » Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #37 on: April 10, 2011, 08:27:58 pm »

Channel คืออะไร ก็คือ ช่องลำโพงนั่นเอง
Ch1 ก็คือลำโพงหน้าซ้าย Ch2 ก็คือลำโพงหน้าขวา (อาจสลับกันได้)
Ch3 Ch4 ก็คือ ลำโพงหลัง ซ้ายและขวา ตามลำดับ (อาจสลับกันได้)


LPF และ HPF คืออะไร???

LPF = Low Pass Filter
HPF = High Pass Filter

พูดง่ายๆ การกรองความถี่นั่นเอง
เพราะว่าลำโพงแต่ละชนิด ตอบสนองต่อความถี่แตกต่างกัน ลำโพงเสียงกลางและสูง ก็ขับเบสต่ำๆไม่ได้ (อาจจะได้ยินคล้ายเสียงลำโพงแตก) ลำโพงซับถ้าป้อนความถี่สูงๆ เข้าไปก็จะเสียงอื้อๆ ไม่ได้รายละเอียด

จากรูปแอมป์ข้างบน แชนแนล 1-4 จะมี HPF มาให้ เพื่อที่จะกรองความถี่ต่ำๆ ออกไป เพราะ 4 ช่องนี้เอาไว้ขับลำโพงเสียงกลาง และทวิตเตอร์
แชนแนล 5 ก็เอาไว้ขับซับ ก็จะมี LPF เอาไว้กรองความถี่สูงๆ ออกไป
Logged
Administrator
Hero Member
*****
Like Point: 506
Offline Offline
Posts: 3,400
« Reply #38 on: April 10, 2011, 09:24:33 pm »

แล้วจะเลือกซื้อแอมป์อย่างไรดี

1. เลือกจำนวนลำโพงก่อนเลย จะได้รู้ว่าต้องใช้แอมป์กี่แชนแนล
รถตู้ของพวกเรา มันคันโต 2.1 อาจจะน้อยไม่ทั่วถึง ทว่าก็มีทางแก้ง่ายๆ
visitors can't see pics , please register or login
ชุดนี้ของ microlab ( รุ่น X3 2.1)  ราคา สองพันนิดๆ แต่เราเอามาแต่ลำโพงตัวเล็ก เจ้าซับตัวใหญ่ ยกให้คอมพ์คุณแฟนไป
คุณภาพเสียง ดีเกินตัวมากๆ ที่สำคัญ มันบิดได้ เราก็เอามาหันบิดไปได้ทั้งหน้า/หลังรถ จบ.
ข้อเสียที่เจอกับตัวเอง มันไม่มีขายึดจับ มาให้นะครับท่าน เห็นตัวเล็กๆ นั่น หนักนะครับ ต้องทำเอง แต่ไม่เกินความสามารถของช่างไทยหรอก หาร้านเครื่องเสียงรถยนต์ที่ฝีมือดีๆ ไปตีสนิทเขา จ่ายให้ร้าน ติ๊บให้ช่างบ้าง รับรองคบกันยาว

(แต่ไม่ได้กินตังค์ผมหรอก ติดเองจร้า -แม้จะไม่งามนัก)

visitors can't see pics , please register or loginvisitors can't see pics , please register or login
อันนี้ของ Bose เทพๆ ของแท้ มีชื่อรุ่นว่า Bose Cube สนนราคา 22USD ต่อตัวนะท่าน ลองถามที่ อัสวโสภณ ดูนะครับ (ผู้แทนจำหน่าย) แต่เท่าที่ทราบ จะไม่ขายแยก(มาเป็นชุดกับชุด 5.1) ถ้าอยากได้แยกแค่คู่เดียว ต้องลองโทรไปถามดูกันนะครับ (รู้แล้วมาบอกผมด้วย อยากได้อีกสักคู่)
« Last Edit: April 10, 2011, 09:37:57 pm by Hanniboon » Logged
Jr. Member
**
Like Point: 4
Offline Offline
Posts: 288
WWW
« Reply #39 on: April 10, 2011, 09:27:41 pm »

แหล่มๆๆ Smiley
Logged

t y p e 2 s h o p : พื้นที่สำหรับคนรักโฟล์คตู้....เปิดรับเพื่อนพ้องน้องพี่ ทุกๆคน

Type2Trip 2011 : พบกัน 15 พค. นี้
Pages: 1 [2] 3 4 5   Go Up
  Print  
 
Jump to: